หน้าเว็บ

22.6.55

Beyond the sky # 01

Author: โทเม

Category: ActionComedy

Pairing: Takki-Tsuba

Rating: NC 17 ด้านการใช้ภาษา โปรดระวังผู้ปกครองโผล่มาด้านหลังขณะรับชม

Spoilers: 2008

Disclaimer: ฟิคเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงตัวละครมาจากปู้จายค่ายลุงจอห์น

Author note:  เนื่องจากคนเรามุมมองต่างกัน การมองเรื่องนิสัยจึงต่างกัน หากรู้สึกขัดใจที่ใดขอให้ท่องคำว่า "ช่างหัว(คนแต่ง)แม่งเหอะ" เอาไว้ ฟิคราวรถฝรั่งดองเรื่องนี้จะไม่มีการเร่งเครื่องใดๆ ทั้งสิ้น - w - ;; หากไม่จบเพราะคนเขียนทำท่าจะไม่แต่ง หรือเกิดเหตุการณ์เป็นมะเร็งขั้นสุด ท้ายขึ้นมาในชีวิต สามารถสอบถามเรื่องตอนจบได้หลังไมค์ เพราะคนแต่งจิ้นจบแล้ว ' w '
กติกาสากลโลกค่ะ ห้ามดัดแปลง แก้ไข ลอก ตะแด้มๆ กับฟิคส่วนหนึ่งส่วนใดยังไงทั้งสิ้น อ่านได้อย่างเดียว ห้ามเอาไปให้เพื่อนดัดแปลงด้วยนะจุ๊ : P

Summary: เรื่องราวเริ่มต้นที่พ่อหนุ่มหน้ามนคนซื่อผู้ไม่คิดจะรู้เรื่องราวอะไรภายนอก เป็นเจ้าชายที่ไม่มีเจ้าหญิงก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุข




ตอนที่ 1

ตื่น ทำงาน กินข้าว นอน

...ชีวิตคนเราก็เท่านี้ล่ะ...ซ้ำไปซ้ำมาแม้จะน่าเบื่อแต่ก็สงบสุข...
...มันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก และคงเป็นเช่นนี้ต่อไปสักสองสามปี หรือจนไม่มีใครให้งานทำล่ะมั้ง ?....

...ผมคิดอย่างนั้นจนถึงเมื่อครู่นี้....


................................



“ไงไอ้หล่อ ตื่นแล้วเหรอ ?”

ชายที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน กำลังยื่นหน้าแปลก ๆ นั่นให้เข้ามาอยู่ในทัศนวิสัยของผู้ที่ถูกมัดให้นั่งติดเก้าอี้ แล้วถามด้วยน้ำเสียงยียวน มุมปากยกหยักขึ้นเล็กน้อยพาให้ไรหนวดและเคราบางที่ประดับอยู่เปลี่ยนรูปไปในทางกวนอารมณ์ขึ้น คนเพิ่งตื่นปรือตามองค้างอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ก่อนจะรับรู้ถึงคำถาม ราวกับระยะทางระหว่างหูถึงสมองอยู่ไกลประหนึ่งฮอกไกโด-โอกินาว่า ความรู้สึกมึนและปวดท้ายทอยพาให้ไม่อยากมีหัวเลย ที่นี่ที่ไหน ?  คนๆ นี้เป็นใคร ? ทำไมหัวต้องอยู่บนสุดของร่างกาย ?  สมองพยายามหวนทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ใช่...ตอนนั้นเป็นเวลา ประมาณสิบนาฬิกาได้ เนื่องจากเป็นต้นฤดูหนาว อากาศข้างนอกจึงเต็มไปด้วยสายลมแรงและแห้งผากสุดแสนจะสร้างความอันตรายให้กับสภาพผิว ทาลิปมันยังไงปากก็ยังแห้งเจ็บ ลมก็ตีฉาก ตีผม จัดอะไรทำอะไรไม่ได้เลย พวกสตาฟจึงเลือกใช้งานห้องกว้างไร้หน้าต่างใน สำนักงานแทน

ท่ามกลางสายไฟระเกะ ระกะเต็มพื้นห้องกับบรรยากาศแสนวุ่นวาย เขากำลังนั่งอ่านหนังสือนิยายที่ใฝ่ฝันมานานว่าจะได้อ่านระหว่างรอเตรียมถ่ายแบบโฆษณาให้กับชุดสูทยี่ห้อหนึ่ง ไม่รู้หรอกว่ายี่ห้ออะไร รู้แต่ว่าข้าวกลางวันวันนี้ที่กองถ่ายจะสั่งให้ เป็นโอเบนโตะเซ็ทใหญ่ที่ได้ชื่อว่าแคลอรี่ต่ำ มันน่ากินมากเรียกได้ว่าแค่เห็นเมนูก็น้ำลายหก
 
…………………...........


“ไอบะนายอยู่ไหนทำไม ไม่มาเสียที ? ห๊า ท้องเสีย ! จะบ้าตายทำไมต้องเป็นวันนี้ รีบๆ ถ่ายท้องแล้วก็มาถ่ายแบบที่นี่ต่อเลย หืม ? ยังมาไม่ได้ ? ห้ามพูดว่ามาไม่ได้ ! วิ่งไปซื้อผ้าอ้อมผู้ใหญ่มาใส่แล้วรีบไสหัวมาเดี๋ยวนี้เลย !”

ใบหน้าหวานละจากหนังสือเล่มเล็กประมาณฝ่ามือ ขึ้นหันมองตามเสียงผู้จัดการของเพื่อนร่วมงาน ที่เด้งขึ้นเด้งลงนั่งไม่ติดตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว เดี๋ยวเดินไปคุยกับสตาฟต่างชาติที เดี๋ยวหยิบโทรศัพท์โทรไปจิกไอบะที น่าสงสารเพื่อนที่ไม่สามารถนั่งถ่ายท้องอย่างสงบสุขได้ ทาคิซาว่าไม่ค่อยเข้าใจนัก ความจริงแล้วกับแค่เนื้อมีกลิ่นทำท่าจะเสียนิดหน่อย ไม่น่าถึงกับทำให้ท้องเสียได้ขนาดนี้ ตัวเขาเองยังไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
  
แล้วถ้าหากยกเลิกการถ่ายแบบวันนี้...คงต้องอดกินโอเบนโตะเซ็ทใหญ่สินะ...ไอบะจังคนบ้า ท้องอ่อนแอเกินไปแล้ว

“หรือว่าต้องเลื่อนจริงๆ”    

โชคุง หรือผู้จัดการของไอบะพูดอย่างเหนื่อยใจ ทำให้คนที่แอบฟังเหตุการณ์อยู่หูผึ่งทันที...ไม่ได้การ...ไม่ได้การแน่ๆ....

“เดี๋ยวผมขอตัวไปเดินสูดอากาศข้างนอกสักครู่นะครับ”

ทาคิซาว่าขมวดคิ้วมุ่น ลุกจากเก้าอี้ตัวเล็กที่วางไว้ใกล้กับฉากถ่ายแบบ ท่าทีเรียบเฉยและสงบนิ่งนั้นคิดเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากอาการบ่งถึงความไม่พอใจที่เล็ดลอดจากการสะกดกลั้น ทุกคนในที่นั้นต่างนิ่งเงียบด้วยความเกรงใจ พลันร่างในชุดสูทสีขาวที่ราคาแพงพอ ๆ กับรถยนต์หนึ่งคันเดินก้าวยาว ๆ พ้นประตูห้องไป กระทั่งคนอื่น ๆ นอกจากโชก็ต้องรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมากระหน่ำโทรหาไอบะเป็นการใหญ่

ความจริงแล้ว...ทาคิซาว่าคุงผู้ไม่ค่อยจะคิดอะไร แค่จะไปหามุมสงบกว่าในห้องที่เต็มไปด้วยสรรพเสียง โทรหารุ่นน้องคนไหนสักคนให้มาช่วยถ่ายแบบแทนมนุษย์ท้องอ่อนแอก็เท่านั้นเอง...

“จะมีใครไซส์พอๆ กับหมอนั่นบ้างนะ”

ชายหนุ่มยกโทรศัพท์มือถือพับสีขาวขึ้นมากดดูรายชื่อในเครื่อง พวงกุญแจรูปตุ๊กตากระต่ายสีชมพูผิดภาพลักษณ์แกว่งไปมาตามจังหวะการเดิน เขามุ่งหน้าไปยังเก้าอี้ข้างตึกสตูดิโอ ที่นั่นคนไม่ค่อยผ่านดี

“หืม?”

ท่ามกลางสายลมแห้งเย็นพัดเอื่อย ๆ ละเหล่าใบไม้ในสวนที่เริ่มเปลี่ยนสี และแสงแดดส่องรำไรขับร่างขาวในชุดขาวให้สว่างราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ตั้งอยู่กลางสวน คงมีบางอย่างที่ทำให้ดวงตาใสละจากโทรศัพท์ ทันได้เห็นชายผิวเข้มกำลังก้มหน้าก้มตาเดินเลี้ยวมาจากอีกมุมตึกอย่างรีบร้อน มือหนึ่งดึงปีกหมวกแก๊ปจัดให้ต่ำปิดดวงตาดำขลับ ส่วนอีกมือก็ซุกไว้ในอกเสื้อแจ๊กเกตหนังสีดำแดง สาวเท้ายาวเข้าซอกตึกหนึ่งไปอย่างรีบเร่ง แม้ว่าจะไม่นานนักราวกับสายลมที่พัดผ่าน แต่ผู้มองก็รู้สึกว่า....

...คนๆ นี้บอดี้สวยดีจังนะ...

และ

...ต้องใส่สูทที่จะให้ไอบะใส่ได้แน่เลย...

และ

...คราวนี้ก็ไม่เสียงานแล้ว....

และ

...ได้กินโอเบนโตะด้วย...

...กินได้เยอะๆ ทั้งๆ ที่แคลอรี่ต่ำเชียวนะ...

เมื่อทาคิซาว่าคิด ได้....ดัง....ข้างต้น....จึงหันซ้ายหันขวา ลอบเดินออกทางประตูข้างตึกตามอีกฝ่ายไป ชายหนุ่มกระชั้นฝีเท้า จากเดินเป็นวิ่ง เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับซอกตึกแถวนี้ดีเพราะบางทีก็ต้องอาศัยมันในการหลบหลีก แฟนๆ มันดูเหมือนมีทางไปทางเดียว แต่ระหว่างนั้นจะมีซอก มีมุม มีหลุมให้หลบ นู่นนี่นั่น จนอดคิดไม่ได้ว่าคุณจอห์นนี่ เจ้าของค่ายโมเดลลิ่งที่สังกัดอยู่แอบสร้างไว้ให้เด็กๆ หรือเปล่า เพราะว่าเวลาพวกเขาแอบไปเปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของอะไรไว้ วันรุ่งขึ้นมันจะกลับมาที่เดิม

“เอ...ทางนี้...มัน...”

ชายหนุ่มเอียงคอมองตำแหน่งไม้กระดานที่เปลี่ยนไป ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีแฟนคลับกลุ่มไหนมาให้ต้องเปลี่ยนมัน แล้วจู่ ๆ เขาก็ถูกแรงบางอย่างเหวี่ยงให้หลังกระแทกติดผนัง ความตื่นตระหนกพลุ่งพล่านจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงรู้ว่าเป็นคนที่ตามหาอยู่

“ยกมือขึ้นสูงเลยไอ้น้องถ้าไม่อยากก้มลงเก็บไส้ตัวเอง”

สิ้นคำขู่ นายแบบหนุ่มถึงกับสะดุ้งโหยงรีบยกมือสุดแขน เมื่อเหลือบเห็นปืนพกสีดำขลับกำลังกดเข้าไปบนหน้าท้องของตน เขาพยายามตั้งสติ...บางทีมันอาจเป็นรายการล้อกันเล่น...ใช่...ญี่ปุ่นดินแดนสงบสุขจะมีปืนได้ยังไง 

แต่ว่ารายการพวกนี้คงทำให้ใครสักคนอยากตามใครก็ไม่รู้คนหนึ่งขึ้นมาอย่างฉับพลันไม่ได้หรอก ทาคิซาว่ามองดูเจ้าของนัยน์ตาคู่สวยใต้ปีกหมวกแก๊ปที่กำลังสำรวจตนตั้งแต่หัวจรดเท้า ฝ่ายนั้นพูดอีกครั้ง เสียงนั้นทุ้มต่ำและราบเรียบ

“ดูไม่ใช่พวกนั้น..แล้วตามมาทำไม?”

“เอ่อ...”

คนถูกถามไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไงในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ เขาก็แค่อยากหานายแบบ อยากรีบถ่ายแบบของวันนี้ให้จบ ๆ แล้วก็รีบกลับบ้านไปให้อาหารหมา จากนั้นก็เข้านอน แต่ท่าทางอีกฝ่ายจะไม่ได้อยากฟังคำตอบเท่าไรนัก กลับถามเพิ่มอีก แต่เหมือนถามกับตัวเองเสียมากกว่า

“หน้าตาดี แต่งตัวแพง บ้านคงรวยสิท่า”

“...เอ่อ...ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ...”

“ดีเลย ตอนนี้กำลังอยากได้ทุนเพิ่มอยู่พอดี”

ว่าจบสันมือที่มีถุงมือหนังหุ้มอยู่ก็ลงแรงไปที่ก้านคอขาวอย่างไม่ทันให้คนถูกกระทำได้ตั้งตัว จากนั้น....


...เขาก็มานั่งถูกมัดเป็นปูอยู่ที่นี่...


“อุ”

“โอ๊ะ โทษทีเดี๋ยวดึงให้”   

ชายแปลกหน้าคนนั้นบอกพร้อมกำชับมีดในมือ   “แต่อย่าส่งเสียงล่ะ เฮียไม่อยากทำความสะอาดเลือดใคร ขี้เกียจ เข้าใจนะ ?”

เทปผ้าถูกกระชากออกปาก ของคนที่ถูกพันธนาการ ทิ้งรอยปื้นแดงไว้บนหน้าเกลี้ยงเกลา เจ็บจนน้ำตารื้น คิดในใจว่าไม่เข้าใจพวกผู้หญิงที่ใช้เทปกาวแว๊กซ์ขนหน้าแข้งเลย เพราะ...มัน...เจ็บ...มาก....

“จับผมมาทำไม ?”

นายแบบหนุ่มกล่าวอย่างอ่อนแรง ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว จะว่าไปเขาอดอาหารมาตั้งแต่สามทุ่มเมื่อวาน มื้อที่กินหม้อไฟกับไอบะนั่นแหละ คู่สนทนายักไหล่ขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ก็...ลักพาตัว”  

จากนั้นก็หันกลับไปกระแทกตัวนั่งลงบนเตียงสปริงเก่า ๆ มันส่งเสียงร้องเสียดหูดังคับห้องที่ไม่มีเฟอนิเจอร์อะไร เหมือนกับเป็นที่พักชั่วคราวที่ไหนสักแห่ง ชายผิวเข้มหยิบมือถือสีขาวมีที่ห้อยมือถือตุ๊กตากระต่ายชมพูอยู่ขึ้น มา...เครื่องของทาคิซาว่า  

“ตอนนี้ฉันจำเป็นต้องเดินทาง ว่าจะขอทุนสักล้านสองล้าน ไม่มากมายอะไรหรอก คิดเสียว่าซื้อสูทใส่เล่น ว่าแต่บ้านนายเบอร์อะไรล่ะ ? รีบๆ บอกจะได้รีบกลับไปไง”   

โจรลักพาตัวบอกพร้อมกับกดเปิดเครื่อง ในเวลานั้นเองที่เสียงเมซเซสดังเป็นจังหวะต่อเนื่อง บ่งบอกถึงสายโทรเข้าจำนวนมากที่โทรหาไม่ติด แต่ผู้ที่ถือมันอยู่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร หน้ามึนสิ้นดี

“...ผมไม่มีเงินเป็น ล้านแบบนั้นหรอก...”   คนถูกจับพูดเสียงอ่อย   “...ผมแค่มาถ่ายแบบเฉยๆ...นี่ชุดสูทของคนอื่นเขา...ผมเป็นแค่นายแบบธรรมดาเท่านั้นเอง...”

คู่สนทนาของเขาหุบยิ้มทันที จากนั้นจึงจ้องไปยังดวงตาเหมือนลูกกวางเพื่อจับพิรุธแต่กลับไม่เจออะไร ชายผิวเข้มกลอกตาขึ้นด้านบนหวนคิดใคร่ครวญ จะว่าไปก็เจอกับอีกฝ่ายแถวบริษัทดาราสักอย่าง พอรู้ตัวว่าไม่ได้เงินแน่จึงคำรามอย่างหัวเสีย

“ว้อย! วันนี้มันวันบ้าอะไรของมันวะเนี่ย ! ไอ้พวกนั้นแมร่งก็ตามกูจัง ! เงินก็จะหมด จับหมูไม่ได้หมู ! เชี่ยเอ้ยยยย~~ แล้วมึงแสล๋นตามตูดกูมาทำไมเนี่ยยยยย”

แล้วก็ลากเสียงเจ๊ดยาวๆ อีกทีระบายอารมณ์ ทาคิซาว่ารู้สึกว่า คน ๆ นี้ช่างเป็นคนที่พูดจาไม่เพราะได้เป็นธรรมชาติจัง อย่างน้อยก็ฟังดูไม่มีเลศนัยเท่าตอนแรก ๆ ล่ะนะ ทันใดเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะเหมือนรหัสก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงเรียกจากอีกฟากหนึ่ง

“คุณท่าน ซื้อข้าวมาให้แล้ว”

เจ้าของห้องเดินไปเปิดอย่างระแวดระวัง จนคนถูกจับรู้สึกสงสัยว่าคนร้ายที่จับตนอยู่นี่ทำผิดคดีอะไรมาบ้าง ถึงต้องระวังตัวขนาดนี้ แล้วชายที่เข้ามาใหม่ก็เอี้ยวคอให้พ้นจากหลังสึบาสะมองร่างที่ถูกมัดอยู่

“อ้าว หมอนั่นตื่นแล้วเหรอ ?  ให้กินข้าวมะ ?”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวจะพาส่งกลับที่แล้ว”

“ทำไมล่ะ ?  อุตส่าห์แบกมา”

“ดูผิดนิดหน่อย ไม่ใช่คุณหนู แต่เป็นนายแบบใส่สูทแพงเฉยๆ”   

ว่าแล้วก็เปิดถุงพลาสติกแล้วหยิบมันฝรั่งทอดใส่ปาก   “แกไปส่งมันขึ้นแทกซี่หน่อยดิเดี๋ยวมันกลับบ้านไม่ถูก เห็นหน้าโง่ ๆ แล้วสงสารว่ะ เฮ้อ...เครียด ไม่มีเงิน ไปหาเหล้าแดกดีกว่า”

“เฮ้ย เสียดาย เป็นนายแบบธรรมดาก็ทำเงินได้”

ผู้ชายที่มีตาเหมือนจิ้งจอกคนนั้นกระซิบเข้าที่ข้างหูหัวหน้า ทำเอาคนกลางที่กำลังถูกพูดถึงใจคอไม่ดีเอาซะเลย จึงรีบพูดขึ้นดักทาง

“...เป็น..เป็นโจรเรียกค่าไถ่มันไม่ดีนะมันผิดกฏหมาย...ปล่อยผมกลับไปเหอะครับ...”  

ทาคิซาว่ากระพริบตาปริบ ๆ พยายามส่งสายตาน่าสงสารใส่เต็มที่ แต่สึบาสะตีกลับหมดด้วยยิ้มหวานน่าสงสัย พร้อมตบหัวนายแบบหนุ่มแปะ ๆ

“โอ๋ๆ ไม่ทำๆ เดี๋ยวส่งกลับบ้านนะ แต่ก่อนไปช่วยงานเฮียก่อนนะน้องนะ งานสบายๆ แป๊ปเดียวเสร็จ”

“งานอะไรอ่ะ ?”

“ถ่ายคลิปเกย์”

เหมือนบางอย่างแล่นผ่านสมองทาคิซาว่าวูบหนึ่ง...เขาควรจะพูดอะไรดี ? พูดอะไรเพื่อหยุดคนตรงหน้า ? คิดไม่ออก ทำไงๆๆ ทำไงดี ?!


...........



...แกล้งสลบต่อดีกว่า...


“ตื่นเลยๆ ไม่ต้องมาทำแกล้งตาย”   

ปากก็พูด มือก็ตบหัวทุยดังเพี้ยะ   “เฮ้ยโยโก! ไปปลุกซูบารุหน่อย ให้แม่งมาทำงานซะบ้าง วัน ๆ เอาแต่นอนแล้วให้กูออกไปทำมาหากินเนี่ยนะ สันดอนเชี่ยมากฉิบหายเอ้ย ใครเป็นเจ้านายใครเป็นลูกน้องกันวะเนี่ย เสิด เออ ฝากไปยืมกล้องป้าเจ้าของบ้านหน่อยดิ แกน่าจะมี ถ้าแกไม่ให้ก็ปล้นแม่งเลย”

หลังจากเสียงสั่ง ๆ ของชายผิวแทน ประตูห้องก็ปิดลงอีกครั้ง ทาคิซาว่ารู้สึกไม่เข้าใจ ว่าทำไมจู่ๆ ชีวิตแสนเรียบง่ายของตนเปลี่ยนไปขนาดนี้ เมื่อเช้าเขาเป็นเจ้าชายวงการแฟชั่น ตอนนี้เหมือนตัวเองเป็นนักโทษรอประหารยังไงยังงั้น

“ผมไม่ทำได้ไหมครับ....”

น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ศักดิ์ศรีความเป็นชายสงสัยจะถูกป่นหมดก็คราวนี้

“ฮึ่ย เป็นนายแบบจะตื่นกล้องทำไม แถมไม่ได้ให้เป็นคนทำสักหน่อย งานง่ายจะตาย”   ว่าแล้วก็เอามันฝรั่งทอดใส่ปาก เคี้ยวแจ้บๆ ท่าทีเมินเฉยเรียกความสลดหดหู่ใจให้คนฟังดีแท้

มันไม่ใช่ประเด็นนั้นอ่ะค๊าบบบบคุณพี่~~~!

เสียงเคาะเป็นจังหวะดังให้ชายในชุดสูทขาวสะดุ้งสุดตัวมองไปทางประตูอีกครา คราวนี้โยโกยาม่าพาผู้ชายอีกคนท่าทางง่วงหงาวหาวนอนเข้ามาด้วย แน่นอน...พร้อมกับกล้องและขาตั้งกล้อง มาถึงแล้วชายที่น่าจะชื่อว่าซูบารุก็เดินดุ่มเข้ามาหาสึบาสะแล้วใส่ใหญ่

“โอ้ยยย นี่มันอะไรกันครับไอ้คุณท่าน ! ปลุกขึ้นมาจิกหัวใช้ไม่ว่านะ แต่ปลุกขึ้นมาให้ไปปล้ำผู้ชายแล้วถ่ายลงคลิปวีดีโอเนี่ยนะ ? สุดทีนมากครับสุดทีนมากขอบอก ! ใครคิดน่ะใครคิด คิดเองทำเองก็แล้วกัน ! ”

“...ไม่เอาเว้ย กูไปซื้อข้าวแล้ว”   

โยโกยาม่าพูดงุบงิบพร้อมประกอบกล้องกับขาตั้งกล้องและเช็คสภาพให้เรียบร้อย  ระหว่างที่คนถูกมัดแช่งให้มันเสียภายใน 7 วิ 8 วิ  สึบาสะก็พยักเพยิกไปทางนายแบบหนุ่มโดยไม่หันไปมอง

“เฮ้ย แกหันไปดูก่อนเดะ หน้าตาดีนะเนี่ย ไม่ต้องสนหรอกหลับหูหลับตาทำไปเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ ก็เหมือนผู้หญิงที่แกพากลับบ้านด้วยประจำนั่นแหละ”

“มันต่างจอร์จมันต่าง ! ให้ตายเหอะไม่ยุติธรรมเลยทำไมฉันต้องทำอะไรพรรค์นี้คนเดียวเนี่ย ! ”

ว่าแล้วเสียงทะเลาะถกเถียงแย่งกันเสือกไสไล่ส่งประหนึ่งเอาไม้เขี่ยขยะก็ดังระงม พาให้ทาคิซาว่าคุงผู้มีฐานะสูงส่งสุดกู่ในจิมุโชรู้สึกว่าตัวเองคงจะไม่ตายคาเตียงแล้วงานนี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าตัวเอง...ด้อยคุณค่าทางโภชนาการอย่างบอกไม่ ถูก...

“โอเค ๆ หยุด ๆ หยุดกัดกันได้แล้ว !”   

ชายผิวแทนยกมือขึ้นเขย่าสั่งลูกน้องทั้งสองคนให้หยุดบทสนทนาที่ดูท่าจะไม่มีวันจบง่าย ๆ เสียงเริ่มเงียบลง   

“ได้ กุผิดเองที่ตัดสินใจคนเดียว ว่าแต่กล้องเซ็ทอัตโนมัติได้ใช่มะ ?”

โยโกยาม่าพยักหน้า ขณะที่สึบาสะถอดเสื้อกล้ามออกอย่างอารมณ์เสีย แม้บอดี้จะเป็นลอนกล้ามเล็กๆ สวยงามอย่างที่ทาคิซาว่าคุงคิดแต่ทีแรก แต่ว่ามัน...ทำให้รู้สึกใจคอไม่ดีเอาซะเลย

“งั้นก็เซ็ทอัตโนมัติไว้เลย ถ่ายแมร่งทั้งสามคนเนี่ยแหละ จะได้ไม่มีใครบ่นทีหลัง”

...เฮ้ย...

“อย่างนี้ค่อยแฟร์หน่อย”   ซูบารุพยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วยก่อนจะถอดเสื้อออกบ้าง

...เฮ้ย...ยยย...

“ไม่น่าหลวมตัวตามพวก แม่งมาเล้ยยยยยยย!!!”   

โยโกยาม่าพูดพร้อมปาเสื้อยืดตัวเองลงพื้น  ตาโต ๆ ของคนที่ถูกจับเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นภาพเปลือยครึ่งบนของชายฉกรรจ์สามคนที่บ้างก็ยืนกอดอกบ้างก็เท้าเอว  กำลังจ้องมองมาอย่างเหนื่อยหน่ายในชะตากรรมไม่แพ้กัน

“เอ่อ...ถ้าอยากได้ เงินขนาดนั้น....ผมจะโอนเงินให้ก็ได้นะ...เดี๋ยวนี้เลย...ให้หมดเลยก็ ได้...”   

คนถูกจับพยายามเจรจาต่อรองปากคอสั่น สึบาสะยิ้มให้แล้วตบหัวอีกฝ่ายอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวอันนั้นเราจะให้นายไปกดมาให้ตอนขากลับ”

นายแบบหนุ่มคอตก...มัน ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ใครจะปล่อยกันไปง่ายๆ...ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละ...พอเริ่มทำใจได้ เขาก็เริ่มสูดลมหายใจลึกเข้าปอด แล้วก็....

ช่วยด้ !! อุ๊บ!”

เสียงตะโกนกลับเข้าไป ในปากเมื่อถูกมือของคนตรงหน้าตะครุบปิดปากไว้อย่างแรง เก้าอี้และร่างที่ถูกมัดไว้รวมกันจึงเสียหลักล้ม หัวกระแทกพื้นอีกรอบ เป็นครั้งแรกที่ทาคิซาว่ารู้สึกดีใจที่ได้สิ้นสติ

.........................................


TBC

Beyond the sky # 02

Title: Beyond the sky  # 02

Author: โทเม

Category: ActionComedy

Pairing: Takki-Tsuba

Rating: NC 17 ด้านการใช้ภาษา โปรดระวังผู้ปกครองโผล่มาด้านหลังขณะรับชม

Spoilers: 2008

Disclaimer: ฟิคเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงตัวละครมาจากปู้จายค่ายลุงจอห์น

Author note:  มันคงจะเริ่มเข้าเรื่องแล้วล่ะมั้ง

Summary: .........




ตอนที่ 2

“ครับ ใช่ครับ ทางเรามีเจ้าชายอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่ง...”

เพล้ง!

รีโมทขนาดพอดีมือถูกปาใส่จอพลาสม่าแรงจนเกิดรอยร้าวและประจุแสงเล็กๆ ขึ้น ก่อนภาพข่าวจะดับไป มันไม่สาแก่ใจเท่าไหร่นัก เจ้าคนนั้นควรจะหายไปตลอดกาลมากกว่า ร่างบางในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ระงับอารมณ์พลุ่งพล่านอยู่ภายในกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่ก่อนจะทรุดตัวลง นั่งบนโซฟาอีกครั้ง มือค่อยเลื่อนมาแตะริมฝีปากบางและเล็มแทะปลายนิ้วอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าเรียวซีดเผือด

แม้จะได้ยินข่าวคราวมาก่อนว่าจะมีการออกข่าวที่ว่าทางโทรทัศน์จึงพอจะระงับ อารมณ์ได้บ้างแล้ว แต่พอเห็นเข้าจริง ความโมโหก็ปะทุสูงขึ้นจนห้ามไม่อยู่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีอะไรมาขัดใจให้ขุ่นหมอง จนกระทั่งพระมหากษัตริย์ประชวร บางสิ่งในประเทศนี้เปลี่ยนไปในทีละน้อย อำนาจบางส่วนในมือกำลังไหลเข้าไปอยู่ในมือของ นิชิคิโด เรียว ผู้ที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกของกินซาอิกุทั้งที่มีอายุเพียงยี่สิบกว่า เพราะได้เส้นสายความดีของวงศ์ตระกูลขุนนางเก่าที่ ซื่อสัตย์ภักดีต่อประเทศชาติมาตลอดช่วยผลักดัน บัดนี้กลับกล้าเป็นสุนัขแว้งกัดเจ้าของ ลองดีมาต่อกรกับราชสำนัก นำสิ่งที่สมควรปิดบังมาเปิดเผยต่อพวกนักข่าวให้ลือไปทั่วโลก ว่าตัวเจ้าชายที่นั่งโกรธจนแทบบ้าในขณะนี้ ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทได้อีกแล้ว

“โคคิ”

“ครับ”  

ชายร่างหนาในชุดสูทสีเข้มโค้งเล็กน้อยก่อนจะเดินจากห้องด้านหลัง เข้ามานั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง ศีรษะน้อมลงจนใกล้ปลายเท้าอันเปลือยเปล่าที่ไขว่ห้างอยู่ ดวงตาเรียวของผู้เรียกหาผินมองไปยังนอกหน้าต่าง  ริมฝีปากบางขยับช้าๆ พูดอีกครั้ง

“ฉัน...จะจัดการมัน...”

...............................................


“เจ็บ....”

ร่างที่ขดตัวหลับอยู่ส่งเสียงครางฮือลูบหลังตัวเองป้อย ๆ ก่อนที่แพขนตายาวจะเปิดออกอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นเปลี่ยนจากห้องพักราคาถูกเป็นเบาะหลังแข็ง ๆ ภายในรถไม่รู้ยี่ห้อ ซึ่งกำลังเคลื่อนที่อยู่ท่ามกลางถนนที่ว่างโล่ง และท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสีทีละน้อยสว่างเพลินตาเช่นช่วงเช้าของทุกวัน พอร่วมกับเสียงเพลงจังหวะสบาย ๆ เช่นนี้ ก็พาให้น่าหลับต่อเสียเหลือเกิน 

“ดี! เมื่อคืนบอมบ์กันแทบตายไม่ยักกะตื่น บทจะตื่นก็ตื่นเพราะปวดหลังนอนไม่สบายเนี่ยนะ ? จำเริญพรเถอะพ่อคุณ”

ทาคิซาว่ารีบพลิกกายหันไปมองที่มาของเสียงอย่างตื่นตระหนก ก็เห็นว่าเจ้าของเสียงทุ้มเจือหงุดหงิดกำลังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ ฉบับเช้าอยู่อีกฟากของเบาะหลังรถ ทั่วตัวมอมแมม เสื้อผ้าดูมีราคาเปื้อนฝุ่นไปหมด แต่คนฟังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงอะไร ประกอบกับห่วงสวัสดิภาพตนเองมากกว่า จึงแอบชำเลืองมองเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ว่าเรียบร้อยดีหรือไม่เพราะเย็นขาชอบกล

“เมื่อคืน....เกิดอะไรขึ้นน่ะ...”

คนที่ถูกลักพาตัวมาทำมิดีมิดีและมิดีตั้งแต่เมื่อวานถามเสียงสั่น เมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวกับกางเกงใน  Calvin klein สีเข้มอยู่ตัวเดียว สึบาสะเลิกคิ้วก่อนจะหรี่ตาแล้วยิ้มมุมปากให้อย่างนึกสนุก

“ถามนี่อยากให้ทำอีกหรือไง?”  

ปากว่า มือก็เอื้อมไปลูบต้นขาขาว ไล้ปลายนิ้วขึ้นสะโพกไปอย่างช้า ๆ ให้คู่สนทนาขนลุกซู่เด้งขึ้นไปก้มหน้าก้มตากอดเข่าเบียดกับประตูรถอีกด้านทำตัวลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงไม่ได้เห็นเจ้าคนขี้แกล้งที่กำลังปิดปากหัวเราะจนตัวโยน เพราะที่ทำไปเมื่อคืนแค่ดึงสูทราคาแพงออกมาเพื่อจะนำไปขายต่อเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเพิ่มเลยกระทั่งเอากางเกงมาใส่ให้กันอุจาดหลังลอกคราบเสร็จ 

มันเรื่องอะไรล่ะจะให้ชายชาตรีเยี่ยงพวกเขาไปใส่เสื้อผ้าให้ผู้ชาย แค่ถอดมันออกก็เป่ายิ้งฉุบเกี่ยงกันจะแย่อยู่แล้ว แต่คนพูดไม่รู้หรอกว่าคนฟังรู้สึกอยากร้องไห้เสียเหลือเกิน ทาคิซาว่าคุงผู้ที่วัน ๆ ตื่นขึ้นทำงานเย็นกลับบ้านนอนนั้นไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นเรื่องจริงหรือหลอก หากเทียบกับชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดา เรื่องอย่างนี้มันเหมือนกับฝันร้าย

“...อยากกลับบ้าน...”

“อือ ก็จะพาไปส่งอยู่นี่ไง เอ้า!  ใส่นี่ซะ”
  
ชายคนร้ายโยนกางเกงยีนส์สีมอตัวใหญ่ที่น่าจะผ่านการใส่มาแล้วอย่างโชกโชนให้ กลิ่นเหงื่อเหม็นๆ ลอยคลุ้งไม่น่าใช้อวลแตะจมูกวูบๆ ชวนเป็นลม แต่ถ้าเทียบกับเดินโทงๆ ด้วยกางเกงในตัวเดียว มันก็ยังดีกว่า...

สึบาสะมองใบหน้าใสที่เม้มปากแน่น ขอบตาเริ่มแดง นั่งสูดน้ำมูกฟึ่ดๆ แต่ก็กลั้นน้ำตาเต็มที่ไม่ยอมร้องไห้ออกมาแล้วอดยิ้มให้ไม่ได้  จึงเอื้อมมือไปโอบไหล่อีกฝ่ายดึงเข้ามาใกล้ แล้วพูดปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ของมันแล้วไปแล้ว ไม่ต้องคิดมากไปหรอกน่า”

“...ผมกลัวติดเอดส์...”

ทาคิซาว่าพูดซื่อๆ ช่างเป็นเหตุผลที่ทำให้คนฟังสะดุ้งทั้งคันรถ จะว่าไปก็เพิ่งนึกออกว่าไอ้ที่นั่งๆ หัวดำหัวแดงอยู่ด้วยกันเนี่ย มีแต่พวกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งนั้น สึบาสะรู้สึกบรรยายอารมณ์ตัวเองไม่ถูกเลย ระหว่างหมั่นไส้ หมั่นเขี้ยวและขำขัน จึงหันไปหาใบหน้าหวานและส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“ดีเลย งั้นกลับไปคราวนี้ลองไปตรวจเผื่อด้วยแล้วกัน”

นายแบบหนุ่มลมหายใจสะดุดไปช่วงหนึ่งกับประโยคสิ้นเยื่อขาดใยและดับความหวัง เขาอ้าปากค้างแล้วเม้มปากแน่นอีกรอบ ส่วนอีกคนก็พยายามเก็กขรึมกลั้นหัวเราะเต็มที่ไม่ให้หลุดออกมา รถยนต์ค่อย ๆ จอดลงที่ข้างทางที่ไม่รู้จัก มีแต่กำแพงบ้านใครสักคน มินิมาร์ทและตู้เอทีเอ็ม ดวงตาใสมองวิวภายนอกอย่างงง ๆ แล้วหมวกแก๊ปก็ลงมาคลุมผมสีชาของเขา

“เอ้า ลงไปกดตังค์มาให้เฮียเร็ว จะได้กลับบ้านกัน”

สึบาสะหยิบกระเป๋าตังค์รูปอันปังแมนของคู่สนทนาขึ้นมาแล้วยื่นบัตรเดบิตใน กระเป๋าให้ ทาคิซาว่าทำแก้มตูมเดินไปกดเงินมาให้อย่างว่าง่าย แล้วกลับมานั่งหน้าตูมต่อในรถหลังจากดึงกระเป๋าอันปังแมนกลับคืนมา ชายผิวเข้มส่ายหัวน้อยๆ ความจริงแล้วเขาเปิดโอกาสให้ฝ่ายนั้นแท้ๆ

“ทำไมไม่หนีเข้าไปในร้านล่ะ ?”

คนถูกถามหันมามอง เอียงคอ ก่อนจะสั่นหัว   

“ไม่ล่ะ พวกคุณมีปืน ถ้าหนีไปแล้วไล่ยิงกัน คนอื่น ๆ เขาจะโดนด้วย อีกอย่างเดี๋ยวก็ได้กลับแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”   

ว่าจบก็คลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทำให้คนมองรู้สึกเอ็นดูผู้ที่มียิ้มสดใสคนนี้อย่างแปลกประหลาด

“นายชื่ออะไรนะ ?”

“เอ่อ...ทาคิซาว่า...อะ...ฮิเดอากิ”

“เหรอ ชื่อเพราะดีนี่”   สึบาสะพับหนังสือพิมพ์เก็บ   “แล้วเขาว่านายเป็นเจ้าชายน่ะ จริงหรือเปล่า?”

ทาคิซาว่าตอบเสียงเบาอย่างกลัวความผิดที่เมื่อวานไปบอกว่าตนเป็นนายแบบธรรมดา ทั้งๆ ที่เป็นถึงชั้นแนวหน้า เงินทำงานคราหนึ่งเยอะมหาศาลสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว   

“เขาก็เรียกไปเอง แค่ทำงานมานานกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น”

จบคำ ชายผิวแทนก็โยนหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าลงตักอีกฝ่ายเหมือนต้องการให้อ่าน  เขาจึงคลี่ดูหน้าหนึ่งอย่างงง ๆ บนหนังสือมีรูปหน้าของเขาและรูปสเก๊ตของสึบาสะที่ออกจะไม่ค่อยเหมือนเท่าไร จนแทบจะเรียกได้ว่าน่าขำ แต่พาดหัวข่าวชวนน่าตกใจนั่นทำให้จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก

“ลักพาตัวเจ้าชายรัชทายาทประเทศกินซาอิกุ?  ทาคิซาว่า ฮิเดอากิ นายแบบชื่อดังที่ซ่อนสถานภาพของตนไว้ในประเทศสงบสุข ถูกผู้ก่อการร้ายบุกเข้ากองถ่ายอย่างอุกอาจแล้วลักพาตัวไป...อ่านต่อหน้า 19”

นายแบบหนุ่มชมวดคิ้วเบ้ปากก่อนจะรีบร้อนเปิดหนังสือพิมพ์ไปหน้าดังกล่าวเพื่อ อ่านรายละเอียด จำไม่ยักได้ว่าตัวเองถูกบุกเข้าไปลักพาตัว และถึงเขาจะเป็นเจ้าชายจริงก็เป็นแค่เจ้าชายวงการแฟชั่น ไม่ใช่เจ้าชายรัชทายาทอะไรสักหน่อย

ระหว่างนั้นรายการเพลงที่เปิดอยู่ก็ถูกตัดเข้าสู่ช่วงข่าวภาคเช้า ซุบารุซึ่งนั่งอยู่ข้างคนขับไม่อยากฟังข่าว  จึงลองกดเปลี่ยนช่องสัญญาณดูเผื่อว่าจะมีสักคลื่นที่ไม่มีข่าวให้รำคาญใจ แต่ผู้ที่นั่งอยู่เบาะหลังเอื้อมมาตีไหล่เพื่อนให้หยุดมือเพราะได้ยินอะไรบางอย่าง

“เปิดเสียงเพิ่มซิ”

ฝ่ายนั้นทำตามที่ว่า แล้วเสียงของชายหนุ่มสำเนียงคนต่างชาติก็ดังขึ้น

[“ครับ ทางเราพอสืบรู้แล้วว่าผู้ที่ลักพาตัวเจ้าชายเป็นใคร เนื่องจากมีการติดต่อขอแลกเปลี่ยนมาเรียบร้อยแล้ว ทางเราสามารถจัดหาไว้ให้ได้แต่จะห่วงแค่ความปลอดภัยของตัวเจ้าชายมากกว่า จึงใคร่ขอความร่วมมือของกรมตำรวจญี่ปุ่น ในการช่วยค้นหา...”]

“เฮงแล้ว”   

สึบาสะสบถพร้อมยกสองมือขึ้นกุมขมับ ขณะที่ทาคิซาว่าลดหนังสือพิมพ์ลงแล้วพูดอย่างหวาดๆ

“พวกคุณๆ...จะฆ่าผมถ้าไม่ได้เครื่องบินจริงๆ เหรอ ? ...อยากลองขับขนาดนั้นเชียว...”

ป้าบ!

ว่าแล้วฝ่ามือของผู้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ฟาดเข้าหลังกะหม่อมได้รูปของคนพูดอย่างเสียไม่ได้  ผมสีอ่อนลู่ไปข้างหน้าตามแรง

“บัดซบ มาก! ชีวิตกูไม่ได้อยากเติมเต็มด้วยเครื่องบินถึงขนาดลงทุนลักพาตัวใครหรอกไอ้ตูด ดดหมึก พูดงี้ทิ้งไว้ที่บ้านนั่นให้ถูกยิงตายดีกว่าไม่เสียเวลาแบกมาให้เมื่อยหรอก ชิบ!”

ทาคิซาว่ายังคงงงๆ อยู่ แต่ว่านะ....

“พูดกับเจ้าชายไม่เห็นเพราะเลย...ดำอ่ะ...”

เสียงงุบงิบยังไม่ทันจาง มือของคนใกล้ๆ ก็เหวี่ยงตบหัวผู้พูดอีกรอบอย่างรวดเร็วราวกับตบปุ่มตอบในเกมโชว์  คราวนี้นายแบบหนุ่มโวยลั่น

“เจ็บนะดำ!  ตบเอาๆ อยู่ได้ !”

“เสิด!  แล้วมึงเรียกกูดำทำไม !”

“ก็ ก็ไม่รู้จะเรียกยังไงนี่นา”

เหมือนเจ้าตัวร้ายจะนึกได้ว่าไม่เคยบอกชื่อ....แต่ว่านะ  มีอย่างที่ไหนโจรลักพาตัวจะแนะนำตัวกับเหยื่อกันล่ะ  สึบาสะหยุดคิดว่าควรจะบอกไหม  แต่พอเห็นหน้าบื้อ ๆ ตาซื่อ ๆ  ก็อดจะชักมือตบหัวฝ่ายนั้นอีกรอบไม่ได้

“พูดไปก็จำไม่ได้หรอก ชื่อตัวเองยังตะกุกตะกัก ก็เรียกฉันว่าคุณท่านเหมือนสองคนนั่นแล้วกัน”

“อะไรกัน อุตส่าห์เป็นเจ้าชายแล้วจะให้เรียกคนอื่นว่าคุณท่านเนี่ยนะ?  ไม่เอาด้วยล่ะ”

“ชิชะ เพิ่งได้ขึ้นเป็นเจ้าชายทำใหญ่โต ฉันเองก็เพิ่งได้ใบอนุญาตประกอบอาชีพเดียวกับบิน ลาเดนเมื่อตะกี้เหมือนกัน ปากดีนักเดี๋ยวพ่อ..”

เอี๊ยดดดด!

จู่ ๆ คนขับก็หักพวงมาลัยรถเบี่ยงตัวหลบบางอย่าง  ทำให้ร่างเพรียวเสียหลักล้มลงบนตัวอีกฝ่าย หน้าผากของสึบาสะเสยปากและดั้งของคู่กรณีพอดี ในขณะเดียวกันก็ทำเอาหน้าผากมนมีรอยฟันเฉาะของทาคิซาว่าด้วย ผู้ก่อการร้ายมือใหม่ลุกขึ้นมาโวย

“ขับบ้าอะไรของแกวะ!”

“ก็แมวดำมันตัดหน้ารถ จะให้ทำยังไงเล่า~เฮ้อ...ลางไม่ดีเลยแหะ”   เพื่อนร่วมชะตากรรมพูดเซ็งๆ

“ทีหลังก็ทับแม่งไปเลยจะได้ไม่ต้องตัดหน้ารถคันไหนให้ลางไม่ดีอีก เอ้า! จอดตรงนี้แหละ ให้มันลงที่นี่”

พอถึงย่านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง ที่ไหนก็ไม่รู้ สึบาสะหันขวับไปทางเจ้าตัวซวยที่ไปเผลอจับมาเมื่อวานเตรียมโยนทิ้งเต็มที่ แต่พอเห็นอีกฝ่ายก้มหน้ากุมจมูกที่มีเลือดไหลไม่หยุดอยู่ก็เปลี่ยนอารมณ์ แล้วพูดอย่างเอือมระอา

“จะบ้าตาย บีบจมูกแล้วเงยหน้าขึ้นสิ...ทำยังกับไม่เคยเลือดกำเดาไหล”  

ว่าพลางจับจมูกที่โด่งเป็นสันนั่นดึงให้หน้าหงายขึ้นมองฟ้า ทาคิซาว่าสั่นหัวน้อยๆ เป็นเชิงปฏิเสธว่าชาตินี้เพิ่งเคยเลือดกำเดาไหลเหมือนชาวบ้านเขาก็คราวนี้ เนี่ยแหละ ทำเอาคนถามถอนหายใจหนัก ก่อนจะยิ้มบางอย่างอ่อนใจ  

“สงสัยชีวิตจริงก็เจ้าชายไม่ต่างกันเท่าไรมั้ง?...คนเรามันก็เกิดมาต่างกันล่ะนะ ฉันว่านายต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตอีกเยอะเลยไม่งั้นไม่รอดแน่ เอาล่ะฮิเดะคุง เห็นนั่นไหม ? จากถนนนี้ตรงไปเรื่อยๆ มีสถานีตำรวจอยู่ นายก็เงยหน้าบีบจมูกเดินไปสักพักแล้วกันเดี๋ยวมันก็หยุด พอถึงแล้วอย่าลืมแก้ตัวให้พวกฉันด้วย  บอกว่าเราไปตั้งวงเหล้ากันธรรมดาก็ได้”  

จากนั้นก็เปิดประตูดุนหลังคู่สนทนาออกไปด้วยเท้า ทาคิซาว่ามองสึบาสะที่กำลังยิ้มและโบกมือลาให้   

“โชคดีมีชัย หวังว่าคงได้พบกันอีก บาย”

เมื่อประตูรถยนต์สีเทาเงินปิดลง หัวใจเหมือนกระตุกผิดจังหวะครู่หนึ่ง นายแบบหนุ่มก้มลงมาเพื่อจะมองเหล่าโจรลักพาตัว แต่ว่ารถก็ปิดฟิล์มกรองแสงดำเกินจะเห็นคนข้างใน จึงทำได้แค่เงยหน้าขึ้นมองฟ้าตามเดิม พยายามพาร่างเดินไปยังสถานีตำรวจซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เสียงรถยนต์เริ่มเคลื่อนตัวดังอยู่ด้านหลังเตรียมจากไป

...ท้องฟ้าสีฟ้าทำให้ตาเริ่มพร่า...สีฟ้าชวนเวียนหัวเหมือนวันนั้น...
...ถ้าจะไปล่ะก็...ทำไมต้องบอกว่าจะกลับมาเจออีกล่ะ...

ปัง

เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้คนในรถสะดุ้งตัวรีบหันไปด้านนอก  ก็เห็นร่างหนานอนอยู่ไม่ไหวติง นัยน์ตาคมรีบมองหาต้นทางของผู้ใช้อาวุธสังหาร ในขณะเดียวกันเสียงนั่นก็เรียกคนในสถานีตำรวจออกมาด้วย

“ยิงมาจากในอาคาร”   

ซูบารุชี้ไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ท่ามกลางคอมเพรซเซอร์มากมายของกรมตำรวจ ตรงนั้นมีคนที่ยืนนิ่งอยู่พร้อมปืนกระบอกยาวที่พาดอยู่บนของหน้าต่าง

“ไปรับเจ้าชายเราหน่อยโยโก”   

สึบาสะสั่ง ทำเอาลูกน้องทั้งคู่หันมาถามด้วยแววตาที่สื่อความเหมือนกันว่า ‘เอาจริงดิ ?’  แต่ก็ไม่มีคำแย้งใดหลุดจากปาก ทุกคนเตรียมพร้อมก้มหัวลงต่ำ
 
โยโกยาม่าปัดเกียร์  เร่งเครื่องเข้าหาร่างที่นอนอยู่แล้วตีโค้งดักทางกระสุนปืนจากอาคารสถานี ตำรวจที่พุ่งเป้าหมายมายังเจ้าชายจำเป็นได้ทันพอดี กระจกถูกเจาะเป็นรูโหว่ทั้งขาเข้าขาออก ซุบารุปลดเซฟปืนแล้วยิงขึ้นไปด้านบนอาคารเพื่อบอกให้รู้ว่าเห็นตำแหน่ง ก่อนจะลดปากกระบอกปืนลงยิงขู่ตำรวจที่เริ่มหยิบปืนวิ่งตรงมา เขาเกร็งตาจนปวด การยิงสกัดยากกว่ายิงสั่วๆ ให้โดนที่ไหนก็ได้ เพราะถ้าตำรวจตายพวกเขาเดือดร้อนยิ่งกว่านี้แน่

รถยนต์วนอีกครึ่งรอบ สึบาสะเปิดประตูลงไปฉุดร่างที่นอนอยู่กลับขึ้นมาในตัวรถซึ่งยังไม่จอดดี และยังต้องรีบออกตัวทั้งๆ ที่ประตูยังไม่ได้ปิดด้วยซ้ำ แล้วเสียงไซเรนรถตำรวจที่คล้ายกับสัญญาณเปิดเกมตามล่าอาชญากรก็ดังขึ้น

......................................

TBC

 ลงฟิคยามดึก 5555
ความจริงว่าจะลงตั้งนานแล้ว แต่มัวแต่ทำภาพขึ้นตอนอยู่ แหะ แหะ ก็อยากลงภาพด้วยนี่นา - 3 - ตอนแรกว่าจะออกแบบกรอบใหม่ก็ไม่รู้จะเอายังไงดี เอาแบบเดิมแล้วกัน ขี้เกียจคิด
ก็เริ่มเข้าเนื้อเรื่อง (?) พูดอย่างนั้นแต่ความจริงแล้วฟิคค่อนข้างจะไม่มีอะไรจะเรียกว่าเนื้อเรื่อง ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ใครหวังเนื้อเรื่องคงต้องผ่านฟิคเรื่องนี้ไปเลยเพราะคนแต่งแค่อยากลองเขียน นิยายบู๊โรแมนติกดูว~ไม่มีอะไรนอกจาก "เลิ๊บยูวนะเบ่เบ๋~" ทำนองนั้น > D <
แต่พอจิ้มๆ ไปสักพักก็รู้สึกว่า.....เปรี้ยวใจกันทั้งคณะแบบนี้จะโรแมนติกไหวไหมนะ ( เหมือนจะพลาดยังไงก็ไม่รู้ )
ก็จะลองดูต่อไป~


โอเคค่ะ เอาไว้เจอกันเอนทรี่หน้า ^ D ^ )/